ตัวอย่าง
วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554
| |||||||||||||||||||||||||||
| บางกอกกังฟู | เรื่องย่อ | |||||||||||||||||||||||||||
| “โป้ง, ชิ, กา และ นา” กลุ่มเด็กน้อย 4 คน ที่ถูกแก๊งค์ค้ามนุษย์ลักพาตัวไปเพื่อบังคับให้เป็นขอทาน พร้อมทั้งถูกทารุณกรรม โป้ง (เป้) ถูกตัดลิ้นด้วยมีดตัดต้นไม้จนพูดไม่ได้ ชิ (แบงค์) ถูกแทงจนตาบอดทั้งสองข้างด้วยไม้เสียบลูกชิ้น กา (โทโมะ) ถูกตบบ้องหูจนหนวก และนา (มาริโอ้) ถูกทุบหัวจนกลายเป็นคนสติเลอะเลือนไม่เต็มเต็ง พวกเขาถูกแกงก์ค้ามนุษย์ร่อนเร่ขอทานไปตามจังหวัดต่างๆ จนมาถึงกรุงเทพฯ ที่นั่นพวกเขาได้พบกับชายชราจีนที่มีชื่อว่า อึ้งเสี่ยวหงษ์ อาจารย์ผู้ทรงวิทยายุทธ์ผู้สืบทอดคนสุดท้ายเเห่งพรรคจันทรา กับเด็กผู้หญิงชื่อ “กอหญ้า” (แก้ว) ซึ่งชายชราได้ช่วยเหลือทั้งสี่คนออกมาจากพวกแก๊งค์ค้ามนุษย์ และนั้นคือ วันแรกที่เด็กทั้งสี่ได้รู้ว่า “สุดยอดวิชากำลังภายในนั้นมันมีอยู่จริง” เวลาผ่านไปสิบห้าปี โป้ง ชิ และ กา ได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธ์จากชายจีนแก่ ซึ่งพวกเขาเรียกว่า อาจารย์ พวกเขารวมตัวกันเป็นทีมนักฆ่า รับจ้างฆ่าคน และเพื่อการกลับมาล้างแค้นมาเฟียขอทาน ที่ลักพาตัวพวกเขามา ผ่านช่วงของเวลาล่วงเลยไป ความสัมพันธ์ของพวกเขาถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ กอหญ้าคิดในใจว่า โป้งชอบตน เนื่องจากกล่องลูกแก้วที่โป้งมอบให้ไว้แทนใจ แต่โป้งมิได้เอ่ยปาก หรือแสดงปฏิกิริยาต่อเธอแต่อย่างใด กอหญ้าไม่สามารถเก็บความในใจไว้ได้อีกต่อไปแล้ว และต้องการรู้ความจริงจากปากของโป้ง แต่โป้งกลับปฏิเสธว่า “กล่องลูกแก้วนั้นไม่ใช่ของตน!” ในขณะเดียวกันโป้งได้รับว่าจ้างฆ่าน้องชายของพรรคสุริยัน เป็นสาเหตุให้หัวหน้าพรรคโกรธมาก และเมื่อสืบรู้ว่าคนที่ฆ่าน้องชายของตนคือ คนของพรรคจันทรา พรรคคู่อริที่เขาตามหามานานย้ายมาอยู่ที่เมืองไทยนั่นเอง ศึกการล้างแค้นครั้งยิ่งใหญ่จึงเกิดขึ้น แต่แล้วในที่สุด อาจารย์ และนาเพื่อนรักของพวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการลอบทำร้ายของพรรคมาร หน้าที่ในการปกป้องอาจารย์ และนา จึงตกเป็นของ โป้ง ชิ กา และกอหญ้า ทุกคนต่อสู้กับพรรคมารสุดชีวิต หมู่บ้านเล็กๆ อันแสนสงบกลายเป็นสนามประลองยุทธ์ | |||||||||||||||||||||||||||
วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554
| |||||||||||||||||||||||||||
| สงครามพันธุ์เดือด คาวบอยปะทะเอเลี่ยน | เรื่องย่อ | |||||||||||||||||||||||||||
| ในปี 1873 ดินแดนอริโซนา ชายแปลกหน้า (เคร็ก) ที่ไม่มีความทรงจำในอดีตหลงเหลืออยู่เลย ได้บังเอิญผ่านเข้ามาในแอ็บโซลูชัน เมืองใจกลางทะเลทราย สิ่งเดียวที่บอกใบ้ถึงอดีตของเขาคือกุญแจมือลึกลับที่ห้อยอยู่ที่ข้อมือข้างหนึ่งของเขา สิ่งที่เขาค้นพบก็คือชาวเมืองแอ็บโซลูชันไม่ต้อนรับคนแปลกหน้า และก็ไม่มีใครเดินตามท้องถนนเว้นเสียแต่ได้รับคำสั่งจากร้อยโทกฎเหล็ก โดลาร์ไฮด์ (ฟอร์ด) นี่เป็นเมืองที่ชาวเมืองใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความกลัวโดยแท้ แต่แอ็บโซลูชันก็กำลังจะได้สัมผัสกับความกลัวที่น่าสะพรึงยิ่งกว่านั้น เมื่อเมืองที่โดดเดี่ยวแห่งนี้ถูกผู้มาเยือนจากฟากฟ้าโจมตี สัตว์ประหลาดเหล่านี้ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงและมาพร้อมกับแสงจ้าแสบตาเพื่อลักพาตัวชาวเมืองผู้ไม่อาจปกป้องตัวเองได้ไปทีละคน ได้ท้าทายทุกสิ่งที่ชาวเมืองเคยรู้จัก บัดนี้ ชายแปลกหน้าที่พวกเขาเคยปฏิเสธกลับกลายเป็นความหวังในการรอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขา ขณะที่มือปืนหนุ่มคนนี้เริ่มจดจำได้ว่าเขาเป็นใครและเขามาจากที่ไหน เขาก็ค้นพบว่าตัวเองซ่อนความลับที่อาจทำให้เมืองแห่งนี้มีโอกาสที่จะตอบโต้กลับเหล่าเอเลียนได้ ด้วยความช่วยเหลือจากนักเดินทางผู้เร้นกาย เอลลา (โอลิเวีย ไวลด์) เขาก็ได้รวบรวมผู้ช่วยที่เคยเป็นคู่ปรับในครั้งเก่าของเขามาก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยชาวเมือง โดลาร์ไฮด์และลูกสมุน พวกนอกกฎหมาย และนักรบอาปาเช เพื่อรับมือกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่คุกคามพวกเขาอยู่ เมื่อพวกเขารวมตัวกันต่อต้านศัตรูเดียวกัน นั่นหมายถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าครั้งสำคัญเพื่อความอยู่รอดของพวกเขา | |||||||||||||||||||||||||||
| หนังเอเลี่ยนบุกโลก สุดระห่ำ แห่งปี! เมื่อไอเดียสุดเจ๋ง ได้โลดแล่นบนจอใหญ่ คาวบอยเข้มข้น ไซไฟจัดจ้าน หนังซัมเมอร์ที่ใช้ดาราระดับบิ๊กเนมแสดงนำ ทำไมถึงต้องดู |
| |||||||||||||||||||||||||||
| ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 4 ศึกนันทบุเรง | เรื่องย่อ | |||||||||||||||||||||||||||
| ภายหลังการประกาศเอกราชของพระนเรศ ในปี พ.ศ. ๒๑๒๗ แล้ว พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงได้โปรดให้กรีฑาทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาคืนเป็นเมืองขึ้นถึง ๔ ครั้ง คือ ในคราวศึกพระยาพะสิมและ พระเจ้าเชียงใหม่นรธาเมงสอ ในปี พ.ศ. ๒๑๒๗ – ๒๑๒๘ ศึกนันทบุเรง ปี พ.ศ. ๒๑๒๙ ศึกมหาอุปราชาในปี พ.ศ. ๒๑๓๓ และศึกยุทธหัตถีในปี พ.ศ. ๒๑๓๕ โดยศึกสำคัญที่ทำอยุธยาต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์อันสุ่มเสี่ยงต่อการสิ้นสูญแผ่นดินคือ ศึกนันทบุเรง ซึ่งน้อยคนที่เคยได้ยินหรือระลึกได้ แต่วีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชซึ่งเป็นที่จดจำ ทั้งการออกปล้นค่ายพม่าจนเป็นที่มาของเรื่องพระแสงดาบคาบค่าย หรือการสังหารลักไวทำมู ทหารเอกข้างหงสาวดี ล้วนอุบัติในศึกนันทบุเรงทั้งสิ้น ภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๔ “ศึกนันทบุเรง” ถ่ายทอดเรื่องราวอันเป็นผลจากการปราชัยของหงสาวดีในคราวศึกพระยาพะสิมและพระเจ้าเชียงใหม่ ซึ่งทำให้พระเจ้านันทบุเรงทรงตระหนักในพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวร และในความเข้มแข็งของกองทัพอยุธยา จึงทรงยกทัพใหญ่เป็นทัพกษัตริย์มาย่ำยีราชธานีสยาม หวังให้ราบเป็นหน้ากลองเพื่อเป็นการแก้มือและเพื่อรักษาซึ่งพระเกียรติยศมิให้เป็นที่ดูแคลนแก่เหล่าเจ้าประเทศราชในการปกครองของฝ่ายพม่า กองทัพกษัตริย์ของพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงมีความสมบูรณ์ยิ่งใหญ่น่าเกรงขามกว่าทุกศึก ประกอบด้วยช้าง ๓,๒๐๐ ทัพม้า ๑๒,๐๐๐ และไพร่ราบซึ่งมีจำนวนถึง ๒๕๒,๐๐๐ โดยมีนายทัพผู้ปรีชาสามารถมาร่วมรบ ทั้งพระมหาอุปราชา มังจาปะโร และลักไวทำมูทหารกล้า กิตติศัพท์ความยิ่งใหญ่น่าเกรงขามของทัพหงสาวดีที่ยกเข้ามานี้ ส่งผลให้เจ้าเมืองในขอบขัณฑสีมาของราชอาณาจักรอยุธยาข้างฝ่ายเหนือประหวั่นพรั่นพรึงถึงกับสมคบคิดกันแปรพักตร์เข้าสมานสมัครพระเจ้านันทบุเรงรบสมเด็จพระนเรศวร เป็นเหตุให้สมเด็จพระนเรศวรต้องเผชิญทั้งศึกนอกและศึกใน สถานการณ์กลับยิ่งบีบคั้นให้คับขันยิ่งขึ้น เมื่อพระศรีสุพรรณธรรมาธิราช พระอนุชาเจ้ากรุงละแวกซึ่งขัดพระทัยสมเด็จพระนเรศวรแต่กาลก่อน ได้ยุยงให้พระเชษฐาตัดสัมพันธไมตรีกับอยุธยา ละแวกจึงกลายเป็นหอกข้างแคร่ ที่พร้อมจะกระหน่ำซ้ำเติมสยามให้ย่อยยับหากมีอันพลาดท่าเสียทีในศึกนันทบุเรงนี้ ภัยรอบด้านบีบรัดให้สมเด็จพระนเรศวรทรงต้องเผชิญศึกอย่างโดดเดี่ยว ซ้ำเคราะห์กลับทับทวีคูณเมื่อสหายศึก เช่น เลอขิ่น และกองกำลังเมืองคัง ซึ่งร่วมกรำศึกกันมาแต่เบื้องต้นคิดถอนตัวตีจาก เพราะพิษรักระหว่างรบที่จบลงด้วยความร้าวฉานระหว่างเลอขิ่นกับพระราชมนูขุนศึกคู่พระทัย ความขัดแย้งด้วยเหตุส่วนตัวได้บานปลายกลายเป็นภัยของแผ่นดินในคราวคับขันเมื่ออยุธยาต้องเผชิญศึก ซึ่งประมาณได้ว่าเป็นมหาสงครามภายใต้โทสจริตของพระเจ้านันทบุเรง ด้วยข้อจำกัดที่รุมเร้าหลายประการ ผสานกับจำนวนไพร่พลที่เป็นรองหงสาวดีอยู่หลายขุม ทำให้สมเด็จพระนเรศวรทรงจำต้องปรับยุทธศาสตร์การตั้งรับทัพหงสาวดี โดยทรงใช้พระนครศรีอยุธยาซึ่งมีทำเลที่ตั้งที่ได้เปรียบเป็นฐานบัญชาการรบแต่เพียงแห่งเดียว ทรงส่งกำลังออกไปปักปราการ วางแนวป้องกันมิให้พม่าเข้ามาปลูกค่ายใกล้ขอบคูพระนครและกำแพงเมือง ทั้งยังแต่งกำลังเป็นกองโจรเข้าปล้นค่ายข้าศึกอย่างอาจหาญ เมื่อศึกเหนือเสือใต้รุมกระหน่ำ ขุนนางผู้ใหญ่ขาดสามัคคีคิดคดคำนึงแต่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง จอมทัพผู้รั้งราชบัลลังก์และความอยู่รอดของแผ่นดินก็มาพลาดท่า ต้องศาสตรากลางสมรภูมิ ยอดทหารเอกกรุงศรีถูกขุนศึกผู้ชาญณรงค์กว่าจับเป็นเชลย ชะตากรรมกรุงศรีอยุธยาและสมเด็จพระนเรศวรจะลงเอยอย่างไร ต้องติดตามในภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๔ “ศึกนันทบุเรง” ซึ่งมีกำหนดฉายพร้อมกันทุกโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ๑๑ สิงหาคม นี้ | |||||||||||||||||||||||||||
ย้อนรอยความยิ่งใหญ่ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
เมื่อพูดถึงภาพยนตร์ไทย คงไม่มีหนังเรื่องไหนที่จะยิ่งใหญ่ อลังการงานสร้าง ไปกว่า ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อีกแล้ว โดยหนังฝีมือการกำกับของ ท่านมุ้ย - ม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล เรื่องนี้ ได้สร้างปรากฎการณ์ และพลิกโฉมวงการภาพยนตร์ไทยหลายประการ และต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของความยิ่งใหญ่ที่เราเอามาฝากกัน...
ภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาพยนตร์จตุรภาคเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุด จากฝีมือการกำกับของ ท่านมุ้ย - ม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล ถูกสร้างขึ้นเพื่อจารึกหน้าประวัติศาสตร์ และเฉลิมพระเกียรติมหาราชผู้ประกาศอิสรภาพให้ชนชาติสยาม โดยหนังเรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งผู้เกี่ยวข้องทุกคนและทุกฝ่ายต่างภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วม โดยเชื่อว่าจะสามารถ ปลุกจิตสำนึกในเรื่องความรักชาติ และสร้างกระแสการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินได้ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ เรียกว่าเป็นหนัง รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เลยก็ว่าได้!
ใช้ทุนสร้างสูงสุด และทำรายได้ถล่มทลาย
เบ็ดเสร็จแล้ว หนังจตุรภาค ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ใช้เวลาการถ่ายทำนานกว่า 9 ปี (2546-2554) โดยใช้ทุนสร้างไปมหาศาลกว่า 940 ล้านบาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน โดยในส่วนของรัฐบาลนั้นได้ให้การสนับสนุนเป็นเงิน 376 ล้านบาท ผ่านกระทรวงพาณิชย์ 330 ล้านบาท และกระทรวงวัฒนธรรม 46 ล้านบาท
โดย ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 องค์ประกันหงสา ทำรายได้ไป 236.60 ล้านบาท และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ประกาศอิสรภาพ ทำรายไป 234.55 ล้านบาท ซึ่งมีการคาดหมายกันว่า รายได้ของ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีสิทธ์จะทะลุหลัก 1 พันล้านบาทเลยทีเดียว หากฉายครบทุกภาค
ระดมนักแสดงมากที่สุด ใช้ทีมงานเยอะที่สุด ฉากยิ่งใหญ่อลังการที่สุด
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นภาพยนตร์ที่รวมดารานักแสดงทั่วฟ้าเมืองไทยทุกรุ่น ตั้งแต่อายุ 7 - 88 ปี กว่า 50 คน พร้อมนักแสดงประกอบที่หมุนเวียนร่วมเข้าฉากกว่า 1 แสนคน และทีมงานอีกกว่า 200 ชีวิต
นอกจากนี้ ยังมีการสร้างโรงถ่าย และสถานที่ ไว้สำหรับการถ่ายหนัง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยเฉพาะ ด้วยงบประมาณการก่อสร้างกว่า 700 ล้านบาท บนเนื้อที่ 1,500 ไร่ ในบริเวณกองพลทหาราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ จังหวัด กาญจนบุรี
ความยิ่งใหญ่อลังการของภาพยนตร์ที่เป็นการปฏิวัติวงการภาพยนตร์ไทย
ด้านเทคนิค ทั้งเทคนิคในการถ่ายทำและตัดต่อ - การใช้ visual effect, special effect รวมถึงการทำ computer graphic ซึ่งมี supervisor จากต่างประเทศที่มีผลงานจาก ภาพยนตร์ระดับโลกของ Hollywood มาร่วมงาน
ด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ - เช่น Spider Cam ที่ท่านมุ้ยปรับประยุกต์ให้สามารถใช้งานได้ในรูปแบบเดียวกันกับของต่างประเทศ แต่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างกันหลายเท่าตัว
ม้าศึก - ม้าศึก ประมาณ 30 ตัวที่ใช้ในเรื่องนี้นำเข้าจากต่างประเทศ (ออสเตรเลีย) โดยเป็นม้าที่ ได้รับการฝึกสำหรับการแสดงโดยเฉพาะ มีความสามารถพิเศษ เช่น เป็นม้าล้มและมีขนาดเหมาะสม โดยบางส่วนเป็นม้าที่แสดงในเรื่อง The Last Samurai
ด้าน Production - มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการสร้างฉากและอุปกรณ์ประกอบฉาก, เครื่องประดับตกแต่ง รวมทั้งเครื่องใช้เบ็ดเตล็ดต่างๆ โดยใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีในรูปแบบเดียวกันกับที่ใช้ในภาพยนตร์เรื่อง Lord of the Ring จาก WETA ประเทศ นิวซีแลนด์ (ของ Peter Jackson – ผู้กำกับ) ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เวลา และ แรงงานได้เป็นอย่างมาก ผลงานที่ผลิตออกมามีรายละเอียดที่ประณีต เหมือนจริง
ม้าศึก - ม้าศึก ประมาณ 30 ตัวที่ใช้ในเรื่องนี้นำเข้าจากต่างประเทศ (ออสเตรเลีย) โดยเป็นม้าที่ ได้รับการฝึกสำหรับการแสดงโดยเฉพาะ มีความสามารถพิเศษ เช่น เป็นม้าล้มและมีขนาดเหมาะสม โดยบางส่วนเป็นม้าที่แสดงในเรื่อง The Last Samurai
อ้างอิงข้อมูลจาก
- สหมงคลฟิล์ม
- http://th.wikipedia.org/wiki/ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
- http://www.kingnaresuanmovie.com/
- สหมงคลฟิล์ม
- http://th.wikipedia.org/wiki/ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
- http://www.kingnaresuanmovie.com/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

